luangpudu.com / luangpordu.com
 เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก  

หลวงปู่ท่านสอนเสมอว่า ไม่มีปาฏิหาริย์อันใดจะอัศจรรย์เท่ากับการฝึกหัดอบรมพัฒนาตนเองจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยชนตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ทั้งหลักศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือการพัฒนาความสามารถในการมีความสุขของตนให้ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น กระทั่งถึงภาวะความสุขชนิดที่จะไม่กลับกลายเป็นความทุกข์ได้อีก นั่นก็คือพระนิพพาน

คณะผู้จัดทำฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้มาเยือน Website แห่งนี้ จะได้รับความอิ่มเอิบใจและปีติกับเรื่องราวและธรรมะคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ รวมทั้งเกิดศรัทธาและพลังใจในการขวนขวายปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้ใจได้สัมผัสธรรม และมีธรรมเป็นที่พึ่งตลอดไป

(โปรดแลกเปลี่ยน/แสดงทัศนะอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นธรรมะคำสอนที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านของดเว้นบทความหรือเรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุมงคลที่เป็นไปในเชิงพาณิชย์หรือปาฏิหาริย์ที่มิได้วกเข้าหาธรรม)

   Main webboard   »   ธรรมะทั่วไป
 ย้อนกลับ  |  ตั้งกระทู้ใหม่  
Started by
Topic:   ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........  (Read: 156578 times - Reply: 203 comments)   
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
« Thread Started on 12/8/2555 0:21:00 IP : 180.183.226.116 »
 

คำถาม-คำตอบ (๑)  ปัญหาธรรม โดยหลวงตาพระมหาบัว 

สวัสดีค่ะทุกท่าน พอดีคนแอบอ่าน ไปพบหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ ถาม-ตอบ เป็นหนังสือที่องค์หลวงตาพระมหาบัว

ตอบคำถามที่มีผู้ถามปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 คนแอบอ่านตั้งใจว่า หากมีเวลาว่างจะนำมาพิมพ์ให้อ่าน

เป็นระยะๆ ต่อเนื่องกันไป

 

และเนื่องจากวันนี้เป็น "วันแม่" จึงขอนำเรื่องนี้มาลงในวันแม่ เป็นเรื่องแรกค่ะ

 

ถาม

 
หนูมีปัญหาที่ต้องการกราบรบกวนหลวงตา หนูคิดอยู่นานเหมือนกัน ไม่ค่อยอยากรบกวนหลวงตา

เพราะได้ทราบว่าสุขภาพหลวงตาไม่ค่อยดี แต่สถานการณ์มันเลวลงทุกวัน จึงทำให้หนูตัดสินใจ

เขียนมารบกวน


หนูและพี่สาวดูแลคุณแม่อายุ 84กว่าแล้ว ท่านเป็นโรคอัมพฤกษ์ (ร่างกายซีกขวาไม่ทำงาน)มา2ปีแล้ว

และเราก็ตั้งใจจะดูแลท่านจนกว่าชีวิตท่านจะถึงที่สุด แต่แม่เรียกร้องมากโดยเฉพาะเรื่องกิน คุณแม่

ทานตลอดเวลา เรียกให้ป้อนอาหารแทบทุกครึ่งชั่วโมง และทานครั้งละคำสองคำก็บอกพอ ท่าน

เลือกสรรอาหารจนแทบจะหมดปัญญาสรรมาให้ บ่อยครั้งที่ให้อาหารเคยชอบกลับไม่ทาน จะทานอีกอย่าง

ซึ่งไม่ใช่ว่าจะหาได้ทุกครั้งไปเป็นอย่างนี้มาตลอด 2ปี จนลูกเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อมากเข้าก็กลายเป็นโทสะ

ระยะหลังนี้หนูและพี่สาวดุคุณแม่บ่อยซึ่งทุกครั้งที่ดุ หนูก็ไม่สบายใจ เสียใจตนเองทุกครั้ง ตั้งใจว่าจะทำดีๆ

กับท่าน แต่พอเข้าไปหาท่านได้เห็นพฤติกรรมของท่านก็อดโกรธไม่ได้

 

หลวงตาคะ ทำอย่างไรแม่ถึงจะกวนน้อยลง หรือตอนเด็กๆหนูจะตื๊อท่านมาก แต่ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า

หนูเลี้ยงง่ายที่สุดในบรรดาลูกทั้งหมด หรือชาติก่อนๆหนูเคยกวนท่านมาก หนูไม่อยากดุ ไม่อยากโกรธ

แม่เลย หนูกลัวตกนรก และจริงๆหนูก็รู้ว่าแม่มีความทุกข์ และหนูก็พยายามช่วยท่าน แต่ท่านไม่ยอม

รับรู้อะไรเลย นอกจากท่านจะทำตามต้องการของท่านเท่านั้น ท่านไม่ยอมรอคอยอะไรด้วย ถ้าจะทานอะไร

จะต้องนำมาให้ท่านเดี๋ยวนั้น ถ้าไม่ได้ท่านจะโวยวายอยู่นั่นจนกว่าจะได้ตามต้องการ พอได้ทานแต่2คำ

แล้วสั่งให้เอาไปเก็บ อีก10-15นาทีก็จะเรียกทานของอย่างอื่นต่อไป กลางคืนก็ทาน แต่ก่อนเกรงใจ

ไม่เรียกไม่ปลุกเดี๋ยวนี้ท่านเรียกทุกเวลา

 

หลวงตาได้โปรดชี้แนะหนูด้วย หนูยอมรับว่าหนูเป็นลูกที่ไม่ดี ดูพ่อดุแม่(ทั้งๆที่ไม่อยากดุ)หลวงตา

จะดุด่าหนูก็ได้ค่ะขอแต่เพียงช่วยให้แม่กวนน้อยลง เลี้ยงให้ง่ายๆหน่อย หรือให้หนูมีใจเยือกเย็น

อดทนต่อพฤติกรรมของแม่ได้ หนูกราบขอบารมีหลวงตาด้วย สมาธิหนูตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ความเท่าไหร่

หนูพยายามนำเรื่องแม่มาพิจารณาเหมือนกันก็ยังไม่ได้ผล หนูไม่อยากทำเวรทำกรรมกับพระอรหันต์ของหนู

และหนูก็ตั้งใจที่จะตอบแทนพระคุณท่านจนถึงที่สุด

 

ตอบ


แม่เป็นคนป่วย เราเป็นคนดีปกติ ไม่ควรแสดงกิริยาผิดปกติต่อคนไข้ซึ่งไม่ปกติในธาตุขันธ์และจิตใจ

การขอรับประทานบ่อยและการเอาตามใจตัวเอง นั่นเป็นอาการระบายความทุกข์ทรมานของคนป่วย

แต่ละครั้งแต่ละอาการต่อลูกๆ ผู้เป็นคนดีปกติทางธาตุขันธ์ จึงควรเห็นใจให้ความอบอุ่นแก่ท่าน

ท่านหวังพึ่งลูกๆทุกอย่างทั้งเป็นทั้งทุกข์ทั้งตาย ไม่มีที่พึ่งไม่มีที่เรียกร้องนอกจากลูกๆของตนเท่านั้น

  

คนอื่นก็เป็นคนอื่นแม่ก็ทราบว่าเป็นคนอื่น จึงไม่รบกวนใครๆนอกจากลูกๆของตนเท่านั้น พระคุณของแม่

ล้นฟ้าล้นแผ่นดินที่ควรเทิดทูนสุดหัวใจ แต่คุณของความโมโหโทโสความดุด่านั้นไม่มี นอกจากมี

แต่โทษล้วนๆของมันเท่านั้น จึงไม่ควรเอาความดุมาแข่งพระคุณของแม่ต่อไปอีก ที่เป็นมาแล้วก็ควร

ยอมรับว่าผิดต่อแม่ ความโมโหความดุจะหมอบหัวลง ไม่โผล่หัวขึ้น แผ่พังพานต่อสู้กับผู้มีพระคุณล้นฟ้า

อีกต่อไป อาหารที่หามาให้ท่านไม่ทันหรือหามาไม่ได้ ก็บอกท่านโดยดีว่าไม่ทันไม่ได้ พร้อมกับ

การแสดงกิริยานุ่มนวลต่อท่านสมกับเราเป็นลูกผู้ดีของท่านที่ไว้ใจ ลงใจในเราจนฝังใจชนิดถอนไม่ขึ้น

  

จงเมตตาท่านสุดหัวใจตลอดไป อย่านำยาพิษคือกิริยาไม่ดีและดุด่ามาเป็นคู่แข่งพระคุณท่าน

และเผาลนท่านให้แสลงตาแสลงใจได้ทุกข์เพราะเราอีกต่อไป

 

เรากวนท่านตอนอยู่ในห้อง ตกคลอกออกมา เวลายังเด็กยังเล็กจนรู้เดียงสาและบัดนี้ กวนมาก ยุ่งมาก

วุ่นวายท่านมาก ไม่มีใครยุ่งวุ่นวายเกินลูกๆ ยุ่งวุ่นวายพ่อ – แม่ กรุณาทบทวนให้ละเอียดระหว่างเรา

กับแม่กวนกัน วุ่นวายกันเรื่อยมา ความดุความต่ำที่เคยมีในตัวเรากับแม่จะไม่เป็นคู่แข่งกันอีกต่อไป

จะมีแต่ความเมตตากรุณาอันเป็นธรรมความชุ่มเย็นล้วนๆ ต่อกันจนอวสาน


                                    *******

    

    "สุขสันต์วันแม่ทุกท่าน" ค่ะ 

 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
  ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
จำนวนข้อความทั้งหมด:  88
<
1
2
3
4
5
6
7
8
9
>
แสดงความคิดเห็น
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ความคิดเห็นที่ 31  « on 31/12/2555 12:03:00 IP : 180.183.237.103 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 


หลวงตาพระมหาบัว  เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

อย่าให้ฟุ้งเฟ้อเกินตัว (ต่อค่ะ)

วันนี้ก็เป็นปีใหม่ ก็คนเก่าของเรานี้แหละ ปีใหม่ก็ให้แก้ไขดัดแปลงตนเองให้เป็นคนใหม่ขึ้นมาในทางที่ถูกที่ดี นั่นเรียกว่าแก้ไขดัดแปลงปีใหม่ เปลี่ยนแปลงความประพฤติของตนที่ไม่ดีให้ดีเสียใหม่ ให้ดีเสียใหม่เรียกว่าดี ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเลยวันไหนก็วันนั้นละ มืดกับแจ้ง-นรกอเวจี-สวรรค์-พรหมโลกมีอยู่ก็มีอยู่อย่างนั้นละ ไม่เกิดประโยชน์สำหรับผู้ไม่สนใจในสิ่งเหล่านั้น ตายแล้วก็ไปจมลงในนรก นรกมีหรือไม่มี เจ้าของนั่นละเป็นผู้จะไปตัดสินเวลาสายเกินไปแล้ว พอไปเจอเข้า อ๋อ สายเกินไปแล้ว เราจะมาคิดความหลังมันผ่านไปแล้วได้อย่างไร เราจะไปแก้ไขได้อย่างไร ให้แก้ไขเสียตั้งแต่บัดนี้

อย่าเอาความอยากมาเป็นประมาณนะ ความอยากนี้อยากไม่หยุดไม่ถอย อยากเอาให้ตายจริงๆ เอาให้ฉิบหายจริงๆ ละความอยากความทะเยอทะยาน ความหักห้ามความรู้จักความพอดี เหยียบเบรกห้ามล้อไว้ๆ อย่าให้มันผาดโผนโจนทะยานจนเกินไปมนุษย์เรา ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็ดี อยู่ในบ้านในเรือนก็อย่าให้ได้ทะเลาะกัน ระหว่างผัวกับเมีย พ่อแม่กับลูก เพราะตัวต้นเหตุคือพ่อกับแม่ไม่ดี ผัวไปทำเสียอย่างหนึ่ง เมียไปทำเสียอย่างหนึ่ง ครั้นเอามาแล้วก็เอาไฟมาเผากันให้ลูกตาดำๆ ได้ดู ลูกก็สลดสังเวชนะ เวลาไปเรียนหนังแส่หนังสือนี้ เอาตั้งแต่เรื่องของพ่อแม่ทะเลาะกันนั่นละไปคิดอยู่นั้น ครูสอนว่าอย่างไรไม่สนใจ สนใจตั้งแต่พ่อกับแม่ทะเลาะกันให้เห็นต่อหน้าต่อตา ลูกเช่นนั้นโศกเศร้าเหงาหงอย หาความเฉลียวฉลาดไม่ได้

เราต้องปรับปรุงตัวเราเองซึ่งเป็นต้นเหตุ ประพฤติตัวให้ดี เป็นพ่อที่ดี เป็นแม่ที่ดี ประพฤติปฏิบัติตัวให้ลูกได้ยึดเป็นคติตัวอย่างอันดีงาม สิ่งที่ไม่ดีอย่าไปทำ ลูกเป็นนักศึกษาอยู่กับพ่อกับแม่มาดั้งเดิมตลอดเวลา นี่เป็นหลักธรรมชาติ คือเป็นผู้ศึกษาจากพ่อจากแม่ ความเคลื่อนไหวไปมาอะไรจะออกจากพ่อจากแม่ ลูกจะยึดอันนี้เป็นหลักเป็นเกณฑ์เข้ามาหาตัวเอง ถ้าเป็นไฟก็เผาตัวเอง ถ้าเป็นของดีก็เป็นคติเตือนใจตนเองก็กลายเป็นลูกผู้ดีไป ถ้าลูกที่ชั่วมันไม่ฟังพ่อฟังแม่ มันก็ไปตามเรื่องของมัน พ่อแม่นี่เป็นสำคัญมาก เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นบุพพาจารย์ของลูกของหลานทั้งหลายนั่นละ เกิดมาความเคลื่อนไหวพ่อแม่นี่ลูกจะได้เห็นก่อนใคร เห็นเรื่องของพ่อของแม่

ให้เราปฏิบัติตัวให้ดีให้เป็นคติเครื่องเตือนใจ ไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นประโยชน์อะไร ท่านทั้งหลายเห็นว่าธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของเล่นเหรอ เป็นของจริงตั้งแต่เรื่องส้วมเรื่องถานที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้เหรอ ส้วมถานคือการปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนว เลอะเทอะสกปรก การปฏิบัติตัวเป็นส้วมเป็นถานเป็นอย่างนี้ การปฏิบัติตัวเป็นมรรคเป็นผลเป็นหอปราสาทราชมณเฑียรก็คือปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี ทุกอย่างให้ดี บังคับตัวเอง ตื่นขึ้นมานี้เราจะทำอะไรให้เตรียมตัวเอาไว้ที่จะแก้ไขดัดแปลงสิ่งไม่ดีทั้งหลาย อย่าสักแต่ว่าตื่นแล้วเพ่นพ่านๆ หาความดีไม่ได้ เพราะไม่คิดไม่อ่าน คนที่คิดที่อ่านแก้ไขตัวเองตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา อะไรไม่ดีไม่ทำๆ จนจิตใจมีความเคยชินคิดอะไรไม่ดีปัดออกๆ เอาแต่สิ่งที่ดีงาม จิตใจก็เป็นนิสัยติดตัว คิดตั้งแต่สิ่งดีงาม พูดแต่สิ่งดีงาม ทำแต่สิ่งดีงาม ก็เป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติได้นั้นแหละ ให้พากันจดจำเอา

 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ความคิดเห็นที่ 32  « on 24/1/2556 19:51:00 IP : 110.164.210.134 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 


 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ความคิดเห็นที่ 33  « on 24/1/2556 19:54:00 IP : 110.164.210.134 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 


 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ความคิดเห็นที่ 34  « on 24/1/2556 19:55:00 IP : 110.164.210.134 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 


 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
สิทธิ์

Posts: 591 topics
Joined: 5/11/2552

ความคิดเห็นที่ 35  « on 24/1/2556 23:05:00 IP : 124.122.44.209 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 

ขอบพระคุณคนแอบอ่านที่กรุณาประชาสัมพันธ์ให้ทราบครับ

ด้วยบารมีขององค์หลวงตา เชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ขององค์หลวงตา คงจะปรากฏให้เห็นในไม่ช้าไม่นาน

 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ความคิดเห็นที่ 36  « on 24/3/2556 20:39:00 IP : 180.183.19.156 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 


ถาม (วันที่ ๘  มกราคม ๒๕๔๗ )

 สวดมนต์ที่ถูกต้องควรทำอย่างไร

กระผมอยากเรียนถามหลวงตาว่าหลักที่แท้จริงของการสวดมนต์คืออะไร เพราะกระผมสวดมนต์ไปก็ไม่เข้าใจในความหมายของภาษาบาลี (แต่ทุกวันนี้กระผมยังสวดมนต์อยู่ประจำทุกคืน) จึงอยากเรียนถามหลวงตาว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการสวดมนต์คืออะไรครับและการสวดมนต์ที่ถูกต้องควรจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติต้องทำอย่างไรครับ

 ตอบ  วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๗

 
หลวงตา :คือให้มีสติ จะแปลความหมายได้ไม่ได้ไม่สำคัญ ให้มีสติอยู่กับคำสวดมนต์ จะเป็นธรรมอยู่ที่สติ ธรรมนั้นเป็นธรรมกลางๆ เราจะแปลแยกหรือไม่แยกก็ตาม คนที่ไม่เคยสนใจกับธรรม เขาไม่มาท่องบทบาท บาลงบาลี อะไรแหละ เขาทำบาปเป็นบาปวันยังค่ำ เข้าใจไหม เราเป็นบุญแปลได้ไม่ได้ก็ตาม เรามีสติอยู่กับคำบริกรรมนี้เป็นบุญได้วันยังค่ำ เข้าใจเหรอ ก็มีเท่านั้นแหละ แปลได้ไม่ได้ไม่สำคัญ ขอให้สติกับคำบริกรรมติดแนบกันไป นั้นแลคือการบำเพ็ญธรรมอยู่ในนั้น แปลได้ไม่ได้ไม่สำคัญ อยากแปลก็ค่อยไปแปลเอาตามคัมภีร์ใบลานท่านเขียนไว้แล้ว แปลไว้แล้วมีไปอ่านเอาเลยนะ ถ้าอยากแปลในเจ้าของให้แปลสติ อย่าให้เผลอ เรียกว่าแปลสติออกไม่เผลอ ตั้งสติให้ดีแล้วจะกระจายทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับสติทั้งหมดนะ รวมความเรื่องการทำความเคลื่อนไหวทุกอย่างขึ้นอยู่กับสติ ไม่ว่าทางโลกทางธรรม ถ้าสติดีทำอะไรไม่ค่อยผิดพลาด ถ้าสติไม่ดีผิดพลาดไปเรื่อย ๆ แม้เขียนหนังสือก็ไม่ถูก ลบๆ เขียนๆ อยู่นั่นแหละ

พากันจำเอานะ สติสำคัญมาก นี่ได้ซัดกันมาแล้ว ก็เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว เหมือนว่าตกนรกทั้งเป็น นี่เราได้หลักมาพูด ฝึกหาหลักจนจับได้แล้วแน่ใจ พูดอย่างอาจหาญทีนี้ได้ผลมาแล้ว ทั้งเหตุทั้งผลสมบูรณ์แล้ว ได้ผลเป็นที่พอใจ ที่ว่าจิตเราเจริญแล้วเสื่อมๆ มันเพราะเหตุใดนี่ เราก็ตั้งสติดูอยู่นั่น แต่ทำไมจิตก็เสื่อมได้ๆ เราอาจจะขาดคำบริกรรม สติไม่แนบเนียน ไม่แน่นหนามั่นคงพอ คราวต่อไปนี้ เอ้า เราจะเอาสติให้อยู่กับคำบริกรรม เพราะเราไม่มีคำบริกรรม แล้วสติคิดจ่อเฉย ๆ มันเผลอไปได้

คราวนี้เอาคำบริกรรมติดไว้กับจิต สติติดกับคำบริกรรมให้เกี่ยวโยงกันอยู่นี้ไม่ให้ออก ซัดเข้าไป ได้ สรุปความลงเลย เอาอย่างแน่นหนามั่นคง ถึงตกนรกทั้งเป็น คือไม่ให้เผลอทั้งวันเลย เว้นแต่หลับ จะไม่ให้มีขณะใดเผลอเลยทั้งวัน คราวนี้ไม่ให้จิตออกไปไหน ให้จิตอยู่ในความควบคุมของสติกับคำบริกรรมมัดเอาไว้ๆ วันแรกกระแสของกิเลสมันหนามาก แรงมากฟาดเอาเราจนเหมือนกับว่าล้มทั้งคว่ำทั้งหงาย แต่ไม่ยอมปล่อยสติละซิ ล้มไปกับสติ หงายไปกับสติ สุดท้ายได้ นั่น แล้ววันหลังๆ มาค่อยเบาลง ๆ ทีนี้จิตใจค่อยสว่างขึ้น นั่นกระแสของกิเลสที่มันกวนให้คิดไปทางอื่นนอกจากทางธรรม มันกำลังรุนแรงมากสติจับไม่อยู่มันก็ไปของมัน แล้วก็ลากเข็นเราไปด้วย 

ทีนี้พอเราล้มก็ล้มไปด้วยกันกับสติ นั่งก็นั่งด้วยกัน ลุกก็ลุกไปด้วยกันกับสติ สุดท้ายสู้สติไม่ได้ อารมณ์อันนั้นอ่อนลงๆ  ต่อไปสติของเราก็เบิกกว้าง คือจิตใจของเราความรู้นี้เบิกกว้างไป สติก็ยิ่งเด่นขึ้นๆ จับปุ๊บเลย อ๋อ ได้เพราะสติเท่านั้น นั่น ถ้าสติไม่ปล่อยไม่เป็นไร ว่างั้นเลย ล้มก็ไปด้วยกันสติไม่ยอมปล่อย มันจะล้มทั้งคว่ำทั้งหงายสติไม่ยอมปล่อย เอาอย่างนั้นจริงๆ นะ คำว่าเผลอไม่ให้มีเลย นั่น ใช้ได้ จึงได้เอามาพูด แล้วกระจายออกไป อะไรก็ตามเรื่องสติเป็นพื้นฐานสำคัญมาก กระจายไปได้หมดเลย ถ้ามีสติแม้เราจะทำการทำงานนี้ คนมีสติกับคนไม่มีสติต่างกัน นี่งานนอก ๆ ถ้ายิ่งงานในนี้ยิ่งละเอียดเข้าไปอีก ก็เท่านั้นแหละ 

 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
น้อง

Posts: 5 topics
Joined: 17/3/2554

ความคิดเห็นที่ 37  « on 24/3/2556 21:04:00 IP : 124.120.150.34 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 
โมทนาสาธุ
 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ความคิดเห็นที่ 38  « on 2/7/2556 21:49:00 IP : 171.5.221.116 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 


 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
สิทธิ์

Posts: 591 topics
Joined: 5/11/2552

ความคิดเห็นที่ 39  « on 2/7/2556 21:52:00 IP : 27.145.188.119 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 

สาธุ สาธุ

ขอบคุณพี่คนแอบอ่านที่นำธรรมะดี ๆ มาเผื่อแผ่เพื่อนสมาชิกครับ

 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
คนแอบอ่าน

Posts: 3 topics
Joined: 21/7/2555

ความคิดเห็นที่ 40  « on 2/7/2556 21:59:00 IP : 171.5.221.116 »   
Re: ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม โดย หลวงตามหาบัว.........
 


คำถาม

ภาวนาพุธโธเร็วๆ เพื่อไม่ให้จิตออกจากคำภาวนา


กราบนมัสการหลวงตา ครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมมาขอความเมตตาจากหลวงตา
ขอคำแนะนำคำสอนจากหลวงตาอีก

ขณะที่นั่งฟังเทศน์จากหลวงตาอยู่และนั่งหลับตาภาวนายุบหนอพองหนออยู่ จิตก็ยัง
ไม่นิ่งอยู่กับคำภาวนา ผมจึงเปลี่ยนมาภาวนาพุทโธอย่างเดียวแบบเร็ว เพราะจะไม่
ยอมให้จิตออกจากคำภาวนาอย่างง่ายๆอีก ทั้งก็คิดถึงคำหลวงตาที่เปรียบการต่อสู้
กับกิเลสเหมือนชกมวย ผมก็คิดในใจว่าดีหล่ะพุทโธเร็วๆ ก็เหมือนต่อยมัน(กิเลส)รัวๆ
ปรากฏว่ามันเริ่มเปลี่ยนไปครับ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากพอสมควรเพราะไมเคย
เจอมาก่อน (ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมบลองภาวนาพุทโธอย่างเดียว)มันเหมือนกับมัน
จะวิ่งขึ้นพุ่งขึ้นอย่างกับจรวดครับ ไม่ใช่ร่างกายนะครับแต่จะบอกว่าจิตก็ไม่รู้ว่าใช่
หรือเปล่า ผมก็ยิ่งเร่งคำภาวนาเพราะกลัวจะออกนอกคำภาวนา อาการวิ่งยิ่งเพิ่ม จน
ผมต้องภาวนาช้าลง เพราะกลัวมันจะออกข้างนอก ผมไม่ทราบว่าผมทำถูก หรือผิดครับ
ผมควรจะเร่งคำภาวนาพุทโธแล้วปล่อยมันเป็นไปหรือผมควรจะทำยังไงครับ ขอคำสอน
จากหลวงตาด้วยครับ


คำตอบ

ให้อยู่กับพุทโธ อย่าไปยุ่งกับภายนอก ให้อยู่กับพุทโธๆ เป็นหลักแล้วไม่เสีย
สติอยู่กับพุทโธแล้วไม่เสีย เรื่องราวเกิดขึ้นอะไรก็ตาม พอย้อนเข้ามาหาหลักเดิมคือ
พุทโธด้วยสติแล้ว เรื่องเหล่านั้นจะระงับไปหมด เพราะจิตวิ่งไปตามเงาๆ มันก็ต่อไป
เรื่อยๆ ถ้าถอยคืนมามันก็ไม่ไป เพราะหลักใหญ่อยู่ที่นี่ พอพูดอย่างนี้แล้วก็ทำให้
ระลึกได้ เวลาภาวนามันเป็นขึ้นในจิต มันเป็นแสงสว่างขึ้นมา ก็เรามีสติมีปัญญาอยู่นี่
เราจะตามดูเหตุผลมันจะเป็นยังไง มันเป็นแสงสว่างเราจะตามแสงสว่างดูมันจะเป็น
ยังไง พอตามเท่าไรมันก็ยิ่งสว่างขึ้นเรื่อยๆ ตามไป ตามไปด้วยมีสติมีปัญญาคอย
ดูแลอยู่นะ ความเคลื่อนไหวที่มันไปจะไปยังไง ตามไปๆ ขึ้นพุ่งๆ จนกลายเป็นว่า ถ้า
พูดสมัยปัจจุบันเขาเรียกอวกาศวะแกด มันขึ้นนะ พุ่งๆ พุ่งขึ้นไป เอ้ามันจะได้อะไรมา
มันพุ่งไม่มีสิ้นสุด สว่างจ้าขึ้นๆ เอ้า มันจะไปถึงไหนดูไป พอมันสว่างแล้วได้อะไร
ไปถึงจุดที่มันสว่าง มันก็อยู่เพียงแค่นั้น ทีนี้ก็ถอยจิตออกมา ความสว่างนั้นก็ถอยลงๆ
พอลงมาถึงขั้นปรกติของจิตแล้วความสว่างหายหมดเลย นี่ละเงาของจิตมันออก
ถ้าตามไปเท่าไรมันก็ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ตามเราย้อนกลับมาเสีย เหล่านั้นมันก็ถอยออกมา
เพราะเป็นกระแสของจิต เมื่อจิตถอยออกมามันก็ถอยมาตามเท่านั้นเอง

 
   Link to Post - Back to Top

Bookmark and Share
 
<
1
2
3
4
5
6
7
8
9
>
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิกก่อนโพสข้อความค่ะ
»
คลิ๊กที่นี่
   Main webboard   »   ธรรมะทั่วไป
 ย้อนกลับ  |  ตั้งกระทู้ใหม่  



Online: 8 Visits: 13,508,660 Today: 503 PageView/Month: 6,383